เส้นเลือดตีบเป็นสาเหตุประมาณ
40%
ของความผิดปกติในการแข็งตัวในผู้ชายอายุมากกว่า
50 ปี
บรรดาสภาวะที่เกี่ยวเนื่อง
ซึ่งทราบกันโดยทั่วไปคือ
ความดันโลหิตสูง,
ปัญหากรดไขมันอิ่มตัว
(คลอเรสเตอรอล,
ไตรกลีเซอไรด์;
triglycerides),
เบาหวาน
และการสูบบุหรี่
ในผู้ป่วยเบาหวาน
(diabetes
mellitus)
ไม่ว่าชนิดใดก็ตามพบว่ามีความผิดปกติในการแข็งตัวสูงถึงประมาณ
50%
(ช่วงตั้งแต่
20% ถึง 75%) ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุ,
ระยะเวลาในการเป็นเบาหวาน
และความรุนแรงของ
เบาหวาน
สภาวะโรคเรื้อรังอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับความผิดปกติในการแข็งตัวประกอบด้วย
อาการไตล้มเหลว,
ตับล้มเหลว,
เส้นเลือดตีบ,
โรคอัลไซเมอร์
(Alzheimer's disease),
อาการหายใจติดขัดขณะนอน,
และโรคปอดเรื้อรัง
ส่วนการหลั่งฮอร์โมนอย่างผิดปกติ
เช่น
เทสโตสเตอโรนต่ำ
(low testosterone)
และ ปัญหาต่อมไทรอยด์
อาจเกี่ยวเนื่องกับ
ED ด้วยเช่นกัน
แผลที่กระดูกเชิงกราน,
การทำศัลยกรรมกระดูกเชิงกราน (การผ่าตัดต่อมลูกหมาก,
ถุงปัสสาวะ
และลำไส้ใหญ่)
และการบำบัดกระดูกเชิงกรานด้วยรังสี
มีความเกี่ยวเนื่องกับความผิดปกติในการแข็งตัว
แผลที่ช่วงระหว่างอัณฑะกับทวาร
(Direct
trauma to the perineum)
เช่น
แผลจากการขี่จักรยาน
สามารถก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับเส้นเลือดในอวัยวะเพศชายและเป็นผลทำให้เกิดความผิดปกติในการแข็งตัว
ซึ่งอาจรักษาได้โดยการทำศัลยกรรมบายพาส
(penile
artery bypass surgery)
หลอดเลือดใหญ่ในอวัยวะเพศ
|